โบสถ์แห่งเอคเมียตซิน (อาร์เมเนีย)
  อาสนวิหารและโบสถ์แห่งเอคเมียตซินและแหล่งโบราณคดีซวาร์ทนอทส์ (Cathedral and Churches of Echmiatsin and the Archaeological Site of Zvartnots) อาสนวิหารและโบสถ์แห่งเอคเมียตซิน และหลักฐานโบราณคดีที่ซวาร์ทนอทส์ แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการและพัฒนาการของโบสถ์อาร์เมเนียนประเภทมีโดมกลางและ โถงผังกากบาท ซึ่งได้มีอิทธิพลอย่างลึกล้ำต่อพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมและศิลปะในภูมิภาค
อารามเกการ์ด (อาร์เมเนีย)
  อารามเกการ์ดและหุบเขาอาซัทตอนบน (Monastery of Geghard and the Upper Azat Valley) อารามเกการ์ด ประกอบด้วยโบสถ์และสุสานหลายแห่ง ส่วนใหญ่สร้างโดยการสกัดเข้าไปในหินธรรมชาติ แสดงถึงจุดรุ่งเรืองสูงสุดของสถาปัตยกรรมยุคกลางของอาร์เมเนีย กลุ่มอาคารดังกล่าวตั้งอยู่ในภูมิทัศน์ที่มีธรรมชาติอันงดงามอย่างยิ่ง ล้อมรอบด้วยภูผาสูงตระหง่านที่ปากทางเข้าสู่หุบเขาอาซัท
อารามฮัคพัทและซานาฮิน (อาร์เมเนีย)
  อารามฮัคพัทและซานาฮิน (Monasteries of Haghpat and Sanahin) อารามไบแซนไทน์สองแห่งนี้อยู่ในแคว้นทูเมเนียน (Tumanian region) ก่อตั้งมาตั้งแต่ยุครุ่งเรืองในช่วงการปกครองของราชวงศ์คลูริเคียน (Klurikain dynasty คริสต์ศตวรรษที่ ๑๐–๑๓ / พุทธศตวรรษที่ ๑๕–๑๘) เป็นศูนย์กลางทางการศึกษาเล่าเรียนที่สำคัญ โรงเรียนสอนนักตกแต่งหนังสือและนักคัดตัวอักษร (school of illuminators and calligraphers) ของอารามซานาฮินนั้นมีชื่อเสียงมาก ทั้งสองอารามเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมทางศาสนาในยุครุ่งเรืองสูงสุด ซึ่งมีรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่ได้พัฒนาขึ้นจากการผสมผสานองค์ประกอบ ของสถาปัตยกรรมโบสถ์ ไบแซนไทน์เข้ากับสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของภูมิภาคคอเค เซียน (Caucasian region)
อัลสเตอร์-มิวเซียม (ไอร์แลนด์)
 อัลสเตอร์ มิวเซียมมีแกลเลอรี่ผลงานไอร์แลนด์ช่วงแรกๆที่ได้รับรางวัลมาแล้ว รวมถึงการจัดแสดงผลงานที่โดดเด่น “เมด อิน เบลฟาสต์” สิ่งที่นำมาจัดแสดงและงานนิทรรศการได้รับการส่งเสริมด้วยการจัดกิจกรรมที่ ตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ใหญ่ เด็กๆ และครอบครัว ตลอดทั้งปี 
ฮันต์-มิวเซียม (ไอร์แลนด์)
ฮันต์ มิวเซียมซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วโลก ในฐานะพิพิธภัณฑ์ที่เก็บชิ้นงานศิลปะชั้นเลิศ รวมถึงผลงานของปิคาสโซ, ดาวินซี และเรอนัวร์ เมืองลิมริค ยังเป็นที่ตั้งของปราสาทยุคกลางอันยิ่งใหญ่ คิงก์จอห์น แคสเซิล ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 800 ปี
วังพระสันตะปาปา (นครรัฐวาติกัน)
พระราชวังพระสันตะปาปา (Apostolic Palace) พระราชวังพระสันตะปาปา (ภาษาอังกฤษ: Apostolic Palace หรือ Papal Palace หรือ Palace of the Vatican) เป็นที่ประทับของพระสันตะปาปาที่ตั้งอยู่ภายในนครรัฐวาติกัน ตัววังเป็นกลุ่มสิ่งก่อสร้างที่ประกอบด้วยห้องชุดของพระ สันตะปาปา (Papal Apartments), สำนักงานของผู้บริหารนิกายโรมันคาธอลิก, ชาเปล, พิพิธภัณฑ์วาติกัน และหอสมุดวาติกัน ห้องต่างๆ มีด้วยกันทั้งหมดกว่า 1,000 ห้องโดยมีห้องที่สำคัญที่สุดคือห้องราฟาเอล และชาเปลซิสตินซึ่งมีเพดานจิตรกรรมฝาผนังที่มีชื่อที่เขียนโดยไมเคิล แอนเจโล ที่พำนักอื่นขอวพระสันตะปาปาอยู่ที่วังแลเตอรันและที่ปราสาทกานโดลโฟ (Castel Gandolfo) นอกกรุงโรม วังวาติกันมามีความสำคัญกว่าวังแลเตอรันในคริสต์ศตวรรษที่ 15 แต่ก็มาแพ้แก่วังควิรินัล (Quirinal Palace) อยู่ระยะหนึ่ง ก่อนปี ค.ศ. 1871 วังควิรินัลเป็นที่ ประทับทางการของพระสันตะปาปา หลังจากที่นครรัฐของพระสันตะปาปาถูกโค่นในปี วังควิรินัล After the final overthrow of the ค.ศ. 1870 พระมหากษัตริย์แห่งอิตาลีก็ยึดวังในปี ค.ศ. 1871 และทำเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์แทนที่ หลังจากยุบเลิกการปกครองโดยพระพระมหากษัตริย์ในปี ค.ศ. 1946 วังควิรินัลก็กลายมาเป็นที่พำนักของประธานาธิบดีของสาธารณรัฐอิตาลี        
วิหารเซนต์ปีเตอร์ (นครรัฐวาติกัน)
มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (Basilica of Saint Peter) มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ (ภาษาอังกฤษ: Basilica of Saint Peter, ภาษาละติน: Basilica Sancti Petri) รู้จักกันโดยชาวอิตาลีว่า Basilica di San Pietro in Vaticano หรือเรียกกันสั้นๆว่าเซนต์ปีเตอร์บาซิลิกา (Saint Peter's Basilica) มหาวิหารนี้เป็นมหาวิหารหนึ่งในสี่ของมหาวิหารหลักในกรุงโรม, ประเทศอิตาลี (อีกสามมหาวิหารคือ: มหาวิหาร เซ็นต์จอห์นแลเตอร์รัน, มหาวิหารซานตามาเรียมายอเร และ มหาวิหารเซ็นต์พอ ลนอกกำแพง ประวัติ มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในนครรัฐวาติกันสร้างทับวิหารเดิมที่ชื่อเดียวกัน โดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์สูงโดดเด่นสามารถเห็นได้แต่ไกลในตัวเมืองโรม วัดนี้ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 2.3 เฮกตาร์ สามารถจุคนได้กว่า 60,000 คน[1] เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดที่หนึ่งของคริสตชนนิกายโรมันคาทอลิก ที่ตั้งวัดเชื่อกันว่าเป็นที่ฝังร่างของ นักบุญปีเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาวกสิบสององค์ของพระเยซู นักบุญปีเตอร์เดิมเป็นบาทหลวงองค์แรกของอันติโอก (Antioch) ต่อมาก็ได้สถาปนาขึ้นเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกของโรม เพราะนิกายโรมันคาทอลิกเชื่อกันว่าร่างของนักบุญปีเตอร์ถูกฝังไว้ที่นี่ จึงเป็นประเพณีกันต่อมาว่าพระสันตะปาปาหลายองค์ก็ฝังไว้ที่วัดนี้ ตัวมหาวิหารปัจจุบันเริ่มสร้างเมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1506 บนวัดแบบคอนแสตนทีน และเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1626 แต่เดิมนั้นมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์มิได้เป็นสถานที่พำนักประจำตำแหน่งของ พระสันตะปาปาเช่นปัจจุบันนี้ (สถานที่ประจำตำแหน่งของสันตะปาปาเดิมอยู่ที่มหาวิหารเซ็นต์จอห์น แลเตอร์รัน) ถึงกระนั้นก็ยังถือกันว่าเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง เพราะวัดนี้ตั้งอยู่ในตัวนครรัฐวาติกันเอง และมีเนื้อที่มาก การทำพิธีต่างๆที่เกี่ยวกับพระสันตะปาปาก็จะมาทำกันที่นี่ นอกจากนั้นก็ยังมีบัลลังก์บิชอปปีเตอร์ (Cathedra Petri) ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นบัลลังก์ของนักบุญปีเตอร์เองเมื่อดำรงตำแหน่งเป็น สันตะปาปาที่นี่ แต่ปัจจุบันนี้เก้าอี้นี้ไม่ได้ใช้เป็นบัลลังก์บิชอปอีกแล้ว แต่ยังเก็บไว้ไต้ฐานแท่นบูชาที่ออกแบบโดยจานลอเรนโซ เบร์นินี มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เก่า มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ จากภาพเขียนโดยวิเวียโน โคดาซซี (Viviano Codazzi) เมื่อ ค.ศ. 1630 หอสองหอที่เห็นในภาพถูกรี้อภายหลัง มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เก่าเป็นวัดศตวรรษที่ 4 ซึ่งมีรูปทรงแบบบาซิลิคา พอมาถึง ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาก็อยู่ในสภาพที่ทรุด โทรมมากเพราะพระสันตะปาปาย้ายที่พำนักไปอยู่ที่เมืองอาวินยอง (Avignon) ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างปี ค.ศ. 1309 ถึงปี ค.ศ. 1377 การตัดสินใจสร้างมหาวิหารใหม่ก็เพื่อจะได้สร้างมหาวิหารที่ใหม่กว่าและใหญ่ กว่าเดิมมากได้สะดวก การใช้ชื่อมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เก่าก็ใช้มาตั้งแต่เมื่อสร้างมหาวิหาร ปัจจุบัน เพี่อเป็นการแสดงถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งก่อสร้างปัจจุบันและสิ่งก่อสร้าง เดิม ที่ฝังพระศพของนักบุญปีเตอร์ เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1950 ระหว่างการออกอากาศทางวิทยุสมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 12ประกาศ ว่าได้มีการค้นพบที่ฝังพระศพของนักบุญปีเตอร์[4] หลังจากที่นักโบราณคดีใช้เวลา 10 ปีศึกษาขุดค้นห้องใต้ดิน (crypt) ภายในมหาวิหาร ที่ฝังศพอื่นๆ ภายในมหาวิหารมีที่ฝังศพกว่าร้อยที่ บางที่อยู่ภายในถ้ำวาติกัน (Vatican grotto) ซึ่งอยู่ภายใต้มหาวิหาร ภายในถ้ำมีพระสันตะปาปาฝังไว้ 91 องค์ บุคคลสำคัญๆที่ฝังภายในมหาวิหารก็มี * นักบุญอิกเนเชียสแห่งอันติโอก (St. Ignatius of Antioch) * พระเจ้าอ็อตโตที่ 3 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ * จิโอวานี เพียลุยจี แห่ง พาเลสทรินา (Giovanni Pierluigi da Palestrina) - คีตกวี * เจมส์ ฟรานซิส เอ็ดเวิร์ด สจวต (James Francis Edward Stuart) และโอรสอีกสององค์ ผู้หนีภัยจากอังกฤษ * ชาร์ลส์ เอ็ดเวิร์ด สจวต (Charles Edward Stuart) - โอรสของเจมส์ ฟรานซิส เอ็ดเวิร์ด * เฮนรี เบเนดิกต์ สจวต (Henry Benedict Stuart) - โอรสของเจมส์ ฟรานซิส เอ็ดเวิร์ด * พระราชินีคริสตีนาแห่งประเทศสวีเดน (Christina of Sweden) ผู้สละราชสมบัติเพื่อเปลี่ยนมานับถือนิกายคาธอลิก หินอ่อนจากโคลอสเซียม เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5 เริ่มสร้างมหาวิหาร พระองค์สั่งซื้อหิน 2,522 เล่มเกวียนจาก โคลอสเซียมที่อยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรม เงินที่ซื้อหินเอามาจากสมบัติที่ขนมาจากเยรูซาเลมเมื่อเยรูซาเลมเสียเมือง และจากการทำลายวัดโดยนายพลของจักรพรรดิเวสปาเชียน (Vespasian) ผู้ที่ต่อมาได้เป็นจักรพรรดิไททัส (Titus) เมื่อ ค.ศ. 70
พิพิธภัณฑ์วาติกัน (นครรัฐวาติกัน)
พิพิธภัณฑ์วาติกัน (Vatican Museums) พิพิธภัณฑ์วาติกัน (ภาษาอิตาลี: Musei Vaticani; ภาษาอังกฤษ: Vatican Museums) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ภายในนครรัฐวาติกันในกรุงโรมในประเทศอิตาลี “พิพิธภัณฑ์วาติกัน” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงศิลปะที่สะสมโดยวัดโรมันคาทอริกมาเป็นเวลาหลายร้อยๆ ปี สมเด็จพระสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ทรงก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ชาเปลซิสตินและห้องราฟาเอล (Stanze della Segnatura) เป็นส่วนหนึ่งที่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์จะได้เห็น 
ชาเปลซิสติน (นครรัฐวาติกัน)
  ชาเปลซิสติน (Sistine Chapel) ชาเปลซิสติน (ภาษาอังกฤษ: Sistine Chapel; ภาษาอิตาลี: Cappella Sistina) เป็นชาเปลภายในวังพระสันตะปาปา (Apostolic Palace) ซึ่งเป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของพระสันตะปาปาตั้งอยู่ในนครรัฐวาติกัน ชาเปลซิสตินมึชื่อเสียงในทางสถาปัตยกรรมเพราะเป็นสถานที่ที่ทำให้ระลึกถึงวัดโซโลมอนใน พันธสัญญาเดิม, การตกแต่ง, จิตรกรรมฝาผนังโดยจิตรกรผู้มีชื่อเสียงในยุคเรอเนซองส์รวมทั้งไมเคิล แอนเจโลผู้วาด เพดานของชาเปลที่เป็นที่เลื่องลือ และสุดท้ายคือความสำคัญในการเป็นสถานที่ทำพิธีทางศาสนาของพระสันตะปาปาโดย เฉพาะการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่ จุด ประสงค์และประวัติศาสตร์ ชาเปลซิสตินเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นสถานที่สำหรับการเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ ใหม่ ในสมัยพระสันตะปา ปาซิกส์ตุสที่ 4ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีด้วยกันทั้งหมด 200 คนรวมทั้งนักบวช, เจ้าหน้าที่ของวาติกัน, และผู้นำฆราวาส ปฏิทินพระสันตะปาปากำหนดไว้ว่าจะต้องมีการทำพิธีทางศาสนา 50 หนต่อปี ในจำนวน 50 หน 35 หนจะเป็นการทำพิธีมิสซา และใน 35 หนนั้น 8 จะทำภายในมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์โดยมีผู้ร่วมพิธี เป็นอันมาก ซึ่งรวมทั้งคริสต์มาส และอีสเตอร์มิสซา ในสองโอกาสนี้ผู้เป็นประธานในพิธีจะเป็นองค์พระสันตะปาปาเอง มิสซาอีก 27 ครั้งจะจัดในบริเวณที่เล็กกว่าคือในชาเปลซิสตินซึ่งสร้างบนชาเปลเก่าที่ เรียกว่า “ชาเปลมายอเร” ซึ่งใช้ทำพิธีเช่นเดียวกัน “ชาเปลมายอเร” หรือ ชาเปลใหญ่ได้ชื่อเช่นนั้นเพราะมีชาเปลอีกชาเปลหนึ่งที่ใช้โดยพระสันตะปาปา สำหรับทำพิธีประจำวัน ในสมัยพระสันตะปาปาซิกส์ตุสที่ 4 เป็นชาเปลพระสันตะปาปานิโคลัสที่ 5ซึ่ง ตกแต่งโดยฟราแอนเจลิโค “ชาเปลมายอเร” ตามหลักฐานมีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1368 จากการติดต่อระหว่างพระสันตะปาปาซิกส์ตุสที่ 4 กับ อันเดรียส์แห่งเทรบิซอนด์เมื่อ “ชาเปลมายอเร” ก็อยู่ในสภาพที่เสื่อมโทรมมากก่อนที่จะถูกรื้อทิ้งเพื่อสร้างชาเปลปัจจุบัน ชาเปลปัจจุบันออกแบบโดยบาชิโอ พอนเทลลิสำหรับพระสันตะปาปาซิกส์ตุสที่ 4 ซึ่งชาเปลได้ตั้งชื่อตาม การก่อสร้างคุมโดย จิโอวานนี เดอ โดลชิ ระหว่างปี ค.ศ. 1473 ถึงปี ค.ศ. 1484 ขนาดของชาเปลปัจจุบันเป็นขนาดพอๆ กับชาเปลเดิม หลังจากสร้างเสร็จภายในก็ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังโดยจิตรกรคนสำคัญๆ ที่สุดของคริสต์ศตวรรษที่ 15 รวมทั้งซานโดร บอตติเซลลี, เกอร์แลนเดา (Ghirlandaio) และ เปรูจิโน (Perugino) พิธีมิสซาครั้งแรกภายในชาเปลซิสตินฉลองกันเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ. 1483 ซึ่งเป็นวันสมโภชวันอัสสัมชัญของพระแม่มารี และเป็นวันสถาปนาของชาเปลซึ่งอุทิศให้พระแม่มารี ชาเปลยังเป็นสถานที่ทำพิธีของพระสันตะปาปาอยู่จนทุกวันนี้ ภายในชาเปลมีที่สำหรับร้องเพลงสวดซึ่งเป็นที่ๆ เพลงสวดหลายเพลงเขียนขึ้นที่นี่รวมทั้ง “Miserere (Allegri)” ซึ่งเป็นเพลงสำหรับร้องสดุดีในโอกาสวันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์ (Maundy Thursday)      
พอดกอรีตซา (มอนเตเนโกร)
   พอดกอรีตซา Podgorica  พอดกอรีตซา (อักษรโรมัน: Podgorica; อักษรซีริลลิก: Подгорица) เป็นเมืองหลวงของประเทศมอนเตเนโกร มีพิกัดภูมิศาสตร์ตั้งอยู่ที่ละติจูด 42.47 องศาเหนือ และลองจิจูด 19.28 องศาตะวันออก มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 44 เมตร จากการสำรวจพบว่าในปี พ.ศ. 2546 เมืองนี้มีประชากร 136,473 คน พอดกอรีตซามีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ดี คือ ตั้งอยู่บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำริบนีตซา (Ribnica) และแม่น้ำมอราตชา (Morača) ทางทิศเหนืออยู่ห่างจากศูนย์สกีฤดูหนาวเพียงไม่กี่กิโลเมตร ทางทิศใต้ก็เกือบจะติดกับทะเลเอเดรียติก ทำให้เมืองนี้มีสภาพที่เอื้ออำนวยต่อการตั้งถิ่นฐาน ชื่อพอดกอรีตซาในภาษาเซอร์เบีย เมื่อแปลตามตัวอักษรจะมีความหมายว่า "ใต้กอรีตซา" กอรีตซา (หมายถึง ภูเขาลูกเล็ก ๆ) เป็นชื่อของเขาลูกหนึ่งซึ่งสามารถมองลงไปเห็นเมืองนี้ได้ บริเวณเมืองเก่าของเมืองนี้มีชื่อว่า โดเกลอา (Doclea) ในสมัยก่อนโรมันและสมัยโรมัน ต่อมาในสมัยกลางเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ริบ นีตซา (Ribnica) และในระหว่างปี พ.ศ. 2488 - พ.ศ. 2535 (1945 - 1992) ถูกเรียกว่า ตีโตกราด (Titograd) พอดกอรีตซาเป็นที่ตั้งของโรงละครและห้องสมุดหลายแห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัย 1 แห่ง
บุดวา (มอนเตเนโกร)
   บุดวา (budva)  บุดวา เป็นเมืองโบราณใน มอนเตเนโก. มันตั้งอยู่บนชายฝั่ง Adriatic ใน Budvanském อ่าวประมาณ 60 กิโลเมตรทิศตะวันตกเฉียงใต้จาก พอดกอรีตซา บุดวา จะแยกจากเทือกเขาภายในและ Lovćen Paštrovići. บุดวา ได้เกี่ยวกับ 11,000 ชาว. เมืองมาอาจอยู่ใน 4 ศตวรรษ. พ.ศ. เป็นชำระ Illyrian. ภายหลังถูกชาร์จ Greeks Budva, โรมและประเทศอื่นๆ. ในช่วงกลาง 15 ศตวรรษบุดวา Venetians ราบเมืองและภายใต้การจัดการของตัวอักษรมา cordoned กำแพงเมืองเมดิเตอร์เรเนียน. 16 ศตวรรษ, มันย่างเติและ 1,667 แผ่นดินไหว-ตีเมือง. 19 ศตวรรษ. Budva Austrians ชนะเมืองและจาก 1,918 เป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย. ใน 1,979 เขาทำเครื่องหมายอีกครั้งโดยแผ่นดินไหว. Budva เป็นหนึ่งในเว็บไซต์โบราณคดี richest ในยุโรป. สำหรับนักท่องเที่ยวที่น่าสนใจที่สุดใน บุดวา Stari Grad - Old Town. ตั้งอยู่บนคาบสมุทรและล้อมรอบด้วยกำแพงใหญ่ของ 15 ศตวรรษ. เก่า Budva ปกติถนนแคบๆ cobbled, บ้านหิน, มากมายร้านค้าแปลกตาและร้านอาหาร. ส่วนหนึ่งของ Old City คือจำนวนของอนุสาวรีย์: ป้อมปราการ, โบราณคดีพิพิธภัณฑ์และโบสถ์. Sava, Vol. Trinity ซานตามาเรียใน Punta. บุดวา สัญลักษณ์ของเมืองเป็นโบสถ์. Ivana 8-9 ศตวรรษ. มากขึ้นโดยเฉพาะสัญลักษณ์ของหอเขาแต่ที่แล้วเสร็จเฉพาะใน 1,867. ปลายทางท่องเที่ยว Budva ขณะนี้อาจเป็นที่นิยมที่สุดใน Montenegro. ดวงอาทิตย์ shines นี่ 220 วันต่อปีพืชปีกชายฝั่งเป็นที่สวยงามและล้อมรอบด้วยจำนวนชายหาดที่สวย. ชื่อเสียงที่สุดและอาจตัวแทนมากที่สุดของพลาซ่า Slovenska พลอย. เก่า Budva มีความสัมพันธ์กับมันประมาณสี่เดินเล่นกิโลเมตร. เป็นหลัก přímořeské รีสอร์ท Budva มีกีฬามากมายและกิจกรรมทางวัฒนธรรม. มีเงื่อนไขสำหรับเกมบอลในร่มและกลางแจ้งที่มีสนามสระว่ายน้ำและอื่นๆ. บริการ Yachtsmen เสนอ Marina Budva แล้วแตกต่างกันไปชมรมดำน้ำต่างๆ. บุดวา รอบเมืองนำ 12 เส้นทางส่วนใหญ่ผ่านสนามชัน. ระหว่างการเดินเล่นชายหาดร้อนจาก Slovesnke Plaza ใน Old Budva สถานเส้น, discos และผับในเก่า บุดวา จัดโดยกิจกรรมทางวัฒนธรรมมากมายอื่นๆ .. ในเมืองอาจแต่งตั้งจำนวนมากสถานที่ท่องเที่ยวเช่น Molunat เกี่ยวกับ 38 กม., Sveti Stefan เกี่ยวกับ 5 กม., Rijeka Crnojevića เกี่ยวกับ 17 กม., Podgorica เกี่ยวกับ 39 กม., Kotor เกี่ยวกับ 16 กม., Cetinje เกี่ยวกับ 14 กม., Skadar เกี่ยวกับ 61 กม., Skadarské ทะเลสาบ เกี่ยวกับ 38 กม., ความแรง Rozafat เกี่ยวกับ 60 กม., Cavtat เกี่ยวกับ 61 กม.
เมืองเบลเกรด (เซอร์เบีย)
  เบลเกรด (ชูวัช: Београд หรือ Beograd ; อังกฤษ: Belgrade) เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศเซอร์เบีย มีการตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในบริเวณนี้ตั้งแต่สมัยก่อนยุคประวัติศาสตร์ เมื่อ 4800 ก่อนศริสตศักราช ที่ตั้งของเมืองก่อตั้งโดยพวกเคลท์ในศตวรรษที่สามก่อนศริสตศักราช ก่อนจะกลายมาเป็นที่ตั้งโรมันแห่ง Singidunum
พระราชวังเชินบรุนน์ (ออสเตรีย)
มรดกโลก พระราชวังเชินบรุนน์ (Schönbrunn Palace) ตั้งอยู่ในกรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ในอดีตเป็นที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฮับส์บูร์ก ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 จนถึง พ.ศ. 2461 ออกแบบโดย Johann Bernhard Fischer von Erlach และ Nicolaus Pacassi เป็นสถานที่รวบรวมผลงานทางศิลปะการตกแต่งชั้นเยี่ยมจำนวนมาก ภายในอุทยานเคยเป็นที่ตั้งของสวนสัตว์แห่งแรกของโลกเมื่อ พ.ศ. 2295 ปัจจุบันได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลก และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากในกรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ประวัติศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1569 สมเด็จพระจักรพรรดิแม็กซิมิเลียนที่ 2 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ได้ใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการซื้อที่ดินที่น้ำท่วมถึงริมฝั่งแม่น้ำเวน ตั้งอยู่ระหว่างเขตเมดลิงกับเขตไฮต์ซิง ที่ซึ่งเดิมประชาชนใช้ทำมาหากินและในปี ค.ศ. 1548 ได้มีการสร้างพระที่นั่งที่มีชื่อว่า แคตเตอร์เบิร์ก ซึ่งชื่อพระราชวังเชินบุรนน์ (Schönbrunn) แปลว่าน้ำพุอันสวยงาม ซึ่งชื่อนี้มาจากบ่อน้ำบาดาลที่ พุดขึ้นมาบริเวณนั้น และพระจักรพรรดิได้ทรงทอดพระเนตรเห็นเข้าในครั้งแรกที่เสด็จมาดูบริเวณนั้น จึงตั้งชื่อพระราชวังตามบ่อน้ำบาดาล นอกจากนี้พระนางมารี อองตัวเนต พระราชินีแห่งฝรั่งเศส ก็ยังเคยใช้พระชนม์ชีพในวัยเยาว์ในพระราชวังแห่งนี้อีกด้วย รวมถึงสมเด็จพระจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 แห่งฝรั่งเศส ก็เคยมาประทับพักอยู่ ณ พระราชวังแห่งนี้กับพระราชโอรสของพระองค์ แต่เดิมด้านหลังของพระราชวังจะเป็นป่าใช้สำหรับล่าสัตว์แต่ภายหลังได้มีการ จัดทำสวนดอกไม้ขึ้นมาอย่างสวยงาม ต่อมาพระนางเอเลนอร์ กอนซากา ผู้ที่ชื่นชอบการล่าสัตว์เป็นอย่างมากไดเพิ่มเติมพระรางวังเข้ากับพระที่ นั่งแคตเตอร์เบิร์กในภายหลัง และในปี ค.ศ. 1638 ตุรกีได้บุกรุกออสเตรียและพระราชวังก็ถูกทำลายแต่ก็ไม่ได้มีการฟื้นฟูหรือบูรณะอีกเลย    
20 19 18 17 16 15 14 13 12 11 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1